คำถามเรื่อง “ควรทำให้การพนันถูกกฎหมายในไทยหรือไม่” ไม่เคยหายไปจากสังคมไทย และยิ่งสำคัญขึ้นทุกครั้งที่มีข่าวบ่อนเถื่อน การพนันออนไลน์ หรือข้อเสนอเรื่องคาสิโนแบบครบวงจร เสียงถกเถียงทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจึงยังดังต่อเนื่อง เพราะประเด็นนี้แตะทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ศีลธรรม การเมือง ไปจนถึงอนาคตการแข่งขันของประเทศในภูมิภาค
บทความนี้จะชวนสำรวจว่าทำไมดีเบตเรื่องการทำให้การพนันถูกกฎหมายจึงยืดเยื้อพร้อมมองให้เห็นโอกาสเชิงบวกหากไทยเลือกเดินหน้าสู่ระบบการพนันที่ถูกกฎหมายและถูกกำกับดูแลอย่างจริงจัง
ภาพรวมกฎหมายการพนันไทยในปัจจุบัน
ปัจจุบันประเทศไทยยังถือว่าเป็นประเทศที่ห้ามการพนันส่วนใหญ่โดยกฎหมายโดยมีกฎหมายหลักคือพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ที่กำหนดให้กิจกรรมพนันส่วนใหญ่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ยกเว้นบางรูปแบบที่รัฐอนุญาต เช่น
- สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือลอตเตอรี่ของรัฐ
- การแข่งม้าในสนามที่ได้รับอนุญาต พร้อมการพนันในสนามแข่งม้าที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติคนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงเล่นการพนันในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งบ่อนเถื่อนโต๊ะพนันที่ไม่ถูกกฎหมาย หรือการพนันออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแพลตฟอร์มต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐไทยอย่างแท้จริง
จึงเกิด “ช่องว่าง” ระหว่างกฎหมายกับความเป็นจริงในสังคม และช่องว่างนี้เองที่ทำให้การถกเถียงเรื่องการทำให้การพนันถูกกฎหมายยังดำเนินต่อเนื่อง
ทำไม “การทำให้ถูกกฎหมาย” จึงกลายเป็นประเด็นร้อน
เบื้องหลังดีเบตร้อนแรงเรื่องการพนัน มีปัจจัยสำคัญหลายด้านที่ทำให้สังคมไทยยังหาข้อสรุปไม่ได้
1. ประเด็นเศรษฐกิจและรายได้ภาษีของรัฐ
หนึ่งในเหตุผลที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือโอกาสด้านรายได้ภาษีและเศรษฐกิจหากไทยมีระบบการพนันที่ถูกกฎหมายและถูกกำกับอย่างมืออาชีพ รัฐสามารถเก็บภาษีจากธุรกิจพนันและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว การจัดอีเวนต์ ฯลฯ
ในมุมมองเชิงบวก การทำให้การพนันถูกกฎหมายอาจช่วยให้รัฐ
- เพิ่มรายได้ภาษีเพื่อนำไปลงทุนด้านสวัสดิการ การศึกษา และสาธารณสุข
- สร้างงานโดยตรงในภาคธุรกิจบันเทิง ท่องเที่ยว และบริการ
- กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นรอบสถานประกอบการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม แหล่งช้อปปิง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีความกังวลว่า รายได้ที่ได้มาจะคุ้มกับต้นทุนทางสังคมหรือไม่ ประเด็นนี้เองทำให้การถกเถียงไม่อาจจบได้ง่าย
2. การแข่งกันด้านการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน
หลายประเทศในภูมิภาคได้พัฒนาธุรกิจคาสิโนและรีสอร์ตแบบครบวงจร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ ไทยจึงถูกตั้งคำถามว่า หากยังคงห้ามการพนันแบบเด็ดขาด จะเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนให้กับประเทศรอบข้างหรือไม่
ฝ่ายสนับสนุนมองว่า หากไทยสามารถออกแบบโซนการพนันที่ชัดเจน มีมาตรฐานระดับสากล และเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวคุณภาพสูง ไทยอาจกลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านบันเทิงและไมซ์ (MICE)ที่แข่งได้ในเวทีโลก
3. ความกังวลด้านศีลธรรมและปัญหาสังคม
ในอีกฟากหนึ่งของดีเบต ผู้ที่คัดค้านหรือกังวลเรื่องการทำให้การพนันถูกกฎหมาย มักหยิบยกเรื่อง
- หนี้สินครัวเรือนและคนที่เล่นจนเกินตัว
- ปัญหาการติดพนันที่กระทบทั้งตัวบุคคลและครอบครัว
- อาชญากรรมที่อาจตามมา เช่น การทวงหนี้ผิดกฎหมาย การฟอกเงิน
- ค่านิยมและศีลธรรมโดยเฉพาะมุมมองทางศาสนาที่มองว่าการพนันเป็นอกุศล
แม้หลายประเทศจะแสดงให้เห็นว่า ปัญหาเหล่านี้สามารถบรรเทาได้ด้วยระบบควบคุมที่ดีเช่น การจำกัดอายุ ระบบตรวจสอบรายได้ การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ติดพนัน แต่ความกังวลด้านศีลธรรมและวัฒนธรรมยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในสังคมไทย
4. โลกดิจิทัลและการเติบโตของการพนันออนไลน์
ปัจจุบันแม้ไทยจะห้ามการพนันส่วนใหญ่ แต่ประชาชนสามารถเข้าถึงการพนันออนไลน์จากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ผ่านมือถือและอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐไทยทั้งในด้านภาษีและการคุ้มครองผู้เล่น
จุดนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ระหว่างการห้ามแบบเบ็ดเสร็จแต่ควบคุมไม่ได้จริงกับการยอมรับความจริงและออกแบบระบบกำกับดูแลทางเลือกใดจะสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้สังคมไทยมากกว่ากัน
ปัจจัยทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนา
ในอดีตไทยเคยมีรูปแบบการพนันที่ถูกกฎหมายอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อเกิดปัญหาอาชญากรรมและผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก รัฐจึงค่อย ๆ ปิดและจำกัดการพนันจนเหลือเพียงไม่กี่ประเภทในปัจจุบัน ประสบการณ์ในอดีตจึงฝังภาพจำว่าการพนันเท่ากับปัญหา
นอกจากนี้ สังคมไทยยังได้รับอิทธิพลจากหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่มองว่าการพนันเป็นหนึ่งในอบายมุข ซึ่งอาจทำให้ขาดสติ หมกมุ่น ไร้ความรับผิดชอบ นำไปสู่ความลำบากของตนเองและครอบครัว
หรือกล่าวได้ว่า แม้ในความเป็นจริงจะมีคนไทยเล่นการพนันจำนวนมาก แต่บรรทัดฐานทางสังคมและศาสนาก็ยังทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่สบายใจกับแนวคิดเรื่องการทำให้การพนันถูกกฎหมายอย่างเปิดเผย
มุมมองฝ่ายสนับสนุนการทำให้การพนันถูกกฎหมาย
เมื่อมองจากมุมมองเชิงพัฒนาและเศรษฐกิจ ผู้สนับสนุนการทำให้การพนันถูกกฎหมายมักยกข้อดีสำคัญหลายด้าน โดยเน้นว่าการทำให้ถูกกฎหมายไม่ใช่การปล่อยเสรีแต่คือการนำกิจกรรมที่มีอยู่แล้วในสังคมเข้าสู่กติกาที่โปร่งใสและรับผิดชอบ
ข้อดีหลักที่ถูกพูดถึงบ่อย
- ปิดช่องสีเทาและตลาดมืด– เมื่อมีกติกาชัดเจน ตลาดผิดกฎหมายและบ่อนเถื่อนจะถูกจำกัดลง ธุรกิจต้องเข้าสู่ระบบจดทะเบียนและเสียภาษี
- สร้างรายได้ภาษีจำนวนมาก– รัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากทั้งธุรกิจพนันและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง แล้วนำรายได้ไปใช้พัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
- สร้างงานและทักษะใหม่– ธุรกิจคาสิโน รีสอร์ต บันเทิง และไมซ์ ต้องการแรงงานหลากหลาย ทั้งด้านบริการ ความปลอดภัย การตลาด การเงิน และเทคโนโลยี
- เพิ่มขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยว– พัฒนาเป็นศูนย์กลางบันเทิงและการประชุมสัมมนา ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและนักลงทุนต่างชาติ
- คุ้มครองผู้เล่นได้จริงกว่า– เมื่อระบบถูกกฎหมาย สามารถกำหนดมาตรการป้องกันการติดพนัน การจำกัดอายุ และการช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาได้อย่างเป็นระบบ
- ควบคุมการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงิน– ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามมาตรฐานตรวจสอบธุรกรรมที่เข้มงวด ช่วยลดความเสี่ยงด้านฟอกเงิน
- สร้างฐานข้อมูลเพื่อออกนโยบาย– ข้อมูลจากธุรกิจที่อยู่ในระบบช่วยให้รัฐเข้าใจพฤติกรรมการเล่นพนันจริง ๆ และออกนโยบายป้องกันผลกระทบได้ตรงจุด
ตารางเปรียบเทียบ: ตลาดผิดกฎหมาย vs ตลาดที่ถูกควบคุม
| ประเด็น | ตลาดผิดกฎหมาย | ตลาดถูกกฎหมายภายใต้การควบคุม |
|---|---|---|
| การจัดเก็บภาษี | รัฐแทบไม่ได้ภาษี รายได้ไหลเข้าเครือข่ายใต้ดิน | รัฐจัดเก็บภาษีได้ชัดเจน นำไปใช้พัฒนาประเทศ |
| การคุ้มครองผู้เล่น | ไม่มีมาตรการคุ้มครอง ถูกเอาเปรียบได้ง่าย | กำหนดกฎกติกา มาตรฐาน และช่องทางร้องเรียนที่ชัดเจน |
| การควบคุมอายุและความเสี่ยงติดพนัน | เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ยากต่อการตรวจสอบ | จำกัดอายุ มีกลไกติดตามและช่วยเหลือผู้มีความเสี่ยง |
| การฟอกเงินและอาชญากรรม | เสี่ยงสูง ตรวจสอบยาก อยู่ในเงามืด | ธุรกรรมต้องผ่านระบบตรวจสอบตามมาตรฐานการเงิน |
| การบังคับใช้กฎหมาย | ใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการไล่จับ แต่กำจัดไม่หมด | โฟกัสการกำกับและตรวจสอบเชิงระบบ ลดภาระไล่ปราบ |
| ข้อมูลเชิงสถิติ | แทบไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ ทำให้วางนโยบายยาก | มีข้อมูลจริงสำหรับออกนโยบายป้องกันและเยียวยา |
| ภาพลักษณ์ประเทศ | ข่าวบ่อนเถื่อนและการทุจริตส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ | หากบริหารดี สามารถเป็นตัวอย่างของการกำกับธุรกิจเสี่ยงอย่างมีความรับผิดชอบ |
มุมมองฝ่ายกังวลหรือคัดค้าน
แม้ข้อดีจะถูกยกขึ้นมามาก แต่ฝั่งที่กังวลก็มีเหตุผลที่ควรถูกรับฟังเช่นกัน เพราะช่วยเตือนให้สังคมไม่มองการพนันด้วยความตื่นเต้นด้านเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว
- ความเสี่ยงหนี้สินเพิ่มขึ้น– หากไม่มีการออกแบบมาตรการคุ้มครองที่เข้มแข็ง คนบางกลุ่มอาจเล่นเกินกำลังจนเกิดหนี้สิน
- ผลกระทบต่อครอบครัว– การติดพนันอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในครอบครัว ปัญหาความรุนแรง หรือการหย่าร้าง
- ศีลธรรมและค่านิยมสังคม– มีความกังวลว่าการเปิดกว้างด้านการพนันอาจทำให้ค่านิยมเรื่องความเพียรและความประหยัดลดลง
- การบังคับใช้กฎหมาย– หากรัฐยังไม่สามารถจัดการกับบ่อนเถื่อนและการทุจริตได้ดี การเปิดให้มีการพนันถูกกฎหมายอาจซ้ำเติมปัญหาเดิม
อย่างไรก็ดี ความกังวลเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าการทำให้การพนันถูกกฎหมายเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นสัญญาณว่าหากจะเดินหน้า ต้องออกแบบกติกาให้ “แข็งแรงกว่าความเสี่ยง”เช่น การคัดกรองผู้เล่น การจำกัดวงเงิน การสนับสนุนการให้คำปรึกษา และการให้ความรู้เรื่องการเงินส่วนบุคคล
ทำไมการถกเถียงจึง “ไม่เคยจบ”
แม้จะมีข้อดีและข้อกังวลชัดเจน แต่การหาฉันทามติเรื่องการพนันถูกกฎหมายในไทยยังทำได้ยาก เพราะเกี่ยวพันกับหลายปัจจัยพร้อมกัน
1. การปะทะกันของมิติศีลธรรมและมิติเศรษฐกิจ
ฝ่ายหนึ่งมองว่าการพนันคือกิจกรรมเศรษฐกิจประเภทหนึ่งที่สามารถออกแบบกติกาให้ปลอดภัยและสร้างมูลค่าได้ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าพื้นฐานแล้วการพนันคืออบายมุขที่ควรถูกจำกัดให้มากที่สุด
เมื่อทั้งสองฝ่ายยืนอยู่บนกรอบคิดคนละชุดการหาจุดลงตัวจึงไม่ง่าย เพราะไม่ใช่แค่การโต้เถียงด้วยตัวเลขหรือสถิติ แต่เกี่ยวข้องกับคุณค่าที่แต่ละคนเชื่อ
2. ปัจจัยทางการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน
การพนันที่ผิดกฎหมายในปัจจุบันไม่ได้ดำเนินไปอย่างโดดเดี่ยว แต่มักเกี่ยวพันกับเครือข่ายผลประโยชน์และการทุจริต เมื่อมีข้อเสนอให้ทำให้การพนันถูกกฎหมาย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคำถามว่า
- ใครจะได้ประโยชน์จากการออกใบอนุญาต
- จะออกแบบระบบอย่างไรให้โปร่งใสและแข่งขันเป็นธรรม
- จะตัดวงจรผลประโยชน์ใต้ดินเดิมได้จริงหรือไม่
หากคำถามเหล่านี้ยังไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ การถกเถียงก็ย่อมดำเนินต่อไป เพราะสังคมต้องการเห็นโมเดลที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจาก “บ่อนเถื่อน” เป็น “บ่อนถูกกฎหมาย” ในเอกสารเท่านั้น
3. เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเกมตลอดเวลา
เมื่อการพนันย้ายขึ้นสู่โลกออนไลน์ คำถามเรื่องการทำให้ถูกกฎหมายยิ่งซับซ้อน เพราะแม้ไทยจะห้ามหรืออนุญาตเพียงใด ผู้เล่นก็ยังสามารถเข้าถึงบริการจากต่างประเทศได้อยู่ดีผ่านอินเทอร์เน็ต
จึงเกิดดีเบตต่อเนื่องว่า ไทยควรเลือกแนวทาง
- พัฒนากฎหมายและระบบกำกับดูแลออนไลน์เพื่อควบคุมและเก็บภาษีอย่างเป็นระบบ หรือ
- คงนโยบายห้ามเข้มงวดแต่ต้องเพิ่มทรัพยากรและเทคโนโลยีในการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง
การที่ “สนามพนัน” เคลื่อนไหวตลอดเวลาตามเทคโนโลยี ทำให้กติกาที่เคยใช้ได้ผลในอดีตอาจไม่เพียงพอสำหรับปัจจุบันและนี่เองคือเหตุผลว่าทำไมดีเบตจึงยังไม่จบ
โมเดลจากต่างประเทศที่ถูกหยิบมาพูดถึง
เมื่อสังคมไทยถกเถียงเรื่องการพนันถูกกฎหมาย มักมีการอ้างอิงตัวอย่างจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาศูนย์กลางคาสิโนและบันเทิงภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ
ตัวอย่างแนวทางที่หลายประเทศใช้ ได้แก่
- จำกัดพื้นที่ให้ชัดเจน เช่น กำหนดโซนหรือเมืองเฉพาะสำหรับคาสิโน
- กำหนดมาตรฐานสูงด้านการเงินและการป้องกันฟอกเงิน
- แยกโซนสำหรับนักท่องเที่ยวกับประชาชนในประเทศ บางแห่งจำกัดไม่ให้คนท้องถิ่นเข้า หรือเก็บค่าเข้าที่สูง
- จัดตั้งกองทุนเพื่อการวิจัยและป้องกันปัญหาติดพนันจากรายได้ภาษีการพนัน
- สร้างคอมเพล็กซ์บันเทิงครบวงจรที่รายได้ไม่ได้มาจากการพนันอย่างเดียว แต่รวมถึงโรงแรม การประชุม คอนเสิร์ต และแหล่งช้อปปิง
ในมุมมองเชิงบวก ประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การพนันสามารถเป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจได้ หากมีกรอบกติกาที่เข้มแข็ง โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคม
หากไทยเลือกเดินหน้าทำให้การพนันถูกกฎหมาย ต้องคิดอะไรบ้าง
หากสังคมไทยในอนาคตตัดสินใจเลือกแนวทางทำให้การพนันถูกกฎหมายภายใต้การควบคุมประเด็นสำคัญที่ควรถูกออกแบบตั้งแต่ต้น ได้แก่
1. กฎหมายแม่บทที่ทันสมัยและชัดเจน
- นิยามประเภทของการพนัน รูปแบบการให้บริการ และช่องทางออนไลน์อย่างชัดเจน
- กำหนดเกณฑ์การออกใบอนุญาตที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
- กำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับผู้ให้บริการที่ฝ่าฝืนกติกา
2. หน่วยงานกำกับดูแลอิสระและมืออาชีพ
- จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลเฉพาะด้าน ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมาย การเงิน เทคโนโลยี และสังคม
- การบริหารงานต้องมีความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
- มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลจากหลายภาคส่วน เช่น นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และเอกชน
3. ระบบคุ้มครองผู้เล่นและป้องกันการติดพนัน
- ใช้เทคโนโลยียืนยันตัวตนและตรวจสอบอายุของผู้เล่น (KYC)
- กำหนดเพดานวงเงินและความถี่ในการเล่นสำหรับผู้เล่นทั่วไป
- สร้างระบบสมัครใจห้ามตนเอง (Self-exclusion)สำหรับผู้ที่รู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง
- ตั้งกองทุนสนับสนุนการรักษาและให้คำปรึกษาผู้ติดพนัน
- ให้ความรู้ด้านการเงินและการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
4. การมีส่วนร่วมของสังคมและชุมชนท้องถิ่น
- รับฟังความคิดเห็นของชุมชนในพื้นที่ที่จะมีโครงการคาสิโนหรือศูนย์บันเทิง
- ออกแบบมาตรการให้ชุมชนได้รับประโยชน์ เช่น การจ้างงานคนในพื้นที่
- วางระบบติดตามผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
5. การประเมินผลและปรับปรุงกติกาอย่างสม่ำเสมอ
- กำหนดตัวชี้วัดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพจิต
- รายงานผลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
- พร้อมปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ให้ทันกับเทคโนโลยีและสถานการณ์ใหม่ ๆ
บทสรุป: จากข้อห้าม สู่การออกแบบกติกาใหม่อย่างรับผิดชอบ
การที่ดีเบตเรื่องการพนันถูกกฎหมายในไทยยังไม่สิ้นสุด ไม่ได้สะท้อนแค่ความขัดแย้ง แต่สะท้อนว่าสังคมไทยกำลังมองหาจุดสมดุลระหว่างศีลธรรม เศรษฐกิจ และความเป็นจริงของพฤติกรรมผู้คนในยุคดิจิทัล
ในด้านหนึ่ง การปล่อยให้การพนันอยู่ในเงามืดต่อไปหมายถึง
- รัฐสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมหาศาล
- ผู้เล่นไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
- ตลาดมืดและเครือข่ายทุจริตยังดำรงอยู่
แต่อีกด้านหนึ่ง การเดินหน้าโดยไม่ออกแบบกติกาอย่างรอบด้าน ก็อาจทำให้ผลกระทบด้านสังคมและครอบครัวรุนแรงขึ้น ดังนั้น แก่นของดีเบตจึงไม่ใช่คำถามว่า “จะเปิดหรือปิด” เพียงอย่างเดียว แต่คือคำถามว่า“ถ้าจะเปิด จะเปิดแบบไหนให้สังคมได้ประโยชน์สูงสุดและเสียหายน้อยที่สุด”
หากไทยสามารถสร้างโมเดลการพนันที่โปร่งใส รับผิดชอบ และคุ้มครองผู้เล่นอย่างจริงจังการทำให้การพนันถูกกฎหมายอาจไม่ใช่เพียงเรื่องบันเทิงหรือรายได้ภาษี แต่กลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการที่สังคมไทยสามารถเปลี่ยนจากการห้ามแบบเดิม ๆ สู่การออกแบบกติกาใหม่ที่ฉลาดและยั่งยืนกว่า
และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้การถกเถียงยังไม่จบ เพราะสังคมไทยยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจครั้งสำคัญ ว่าอนาคตของ “การพนัน” จะยังเป็นกิจกรรมในเงามืด หรือจะถูกดึงเข้าสู่แสงสว่างของกฎหมายและความรับผิดชอบร่วมกัน